โปรโมชั่นโรงแรมที่พักในกรุงเทพ
ชอบเรื่องนี้ช่วยกด Like กด Share ให้ด้วยนะครับ

พาชิม 28 ร้านอร่อยในห้าง ดิ เอ็มควอเทียร์

ถูกรบเร้าอยู่พักใหญ่ให้พาไปตะลุยกิน หลังจากห้าง ดิ เอ็มควอเทียร์ เปิดให้บริการ
เพราะว่าใครๆ ต่างก็รู้กันว่าห้างนี้เค้ามีของกินอร่อยๆ ที่มีชื่อเสียงจากหลายประเทศ
มาเปิดให้คนไทยได้ลิ้มรสชาติกันอย่างจุใจ เรียกได้ว่าต้องเตรียมท้องให้ว่างไว้เลยก่อนเข้าห้างนี้

แต่ขอเป็นว่าผมจะไม่จัดอันดับตามความอร่อย เหมือนที่อื่นๆ ละกันนะครับ
เพราะว่าส่วนตัวก็ไม่ได้ทานทุกร้าน แต่เก็บภาพมาฝากสำหรับร้านที่แนะนำน่ะครับ
ยังไงลองไปลิ้มรสชาติความอร่อยและให้คะแนนกันเองละกันนะครับ


แต่ อ๊ะ อ๊ะ ก่อนเราจะเข้าไปหาอะไรกิน เรามาดูข้อมูลเกี่ยวกับ layout ของกลุ่มอาคาร Emquartier กันก่อนดีกว่านะครับ จะได้เห็นภาพร้านอาหารที่ผมกำลังจะพูดถึงว่ามันอยู่ตรงไหนบ้าง

จากแผนผังด้านบนนี้ จะเห็นว่า กลุ่มอาคาร Emquartier ตั้งอยู่ตรงกับสถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์
ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้างหรู Emporium (เจ้าของเดียวกัน คือ The Mall Group)
กลุ่มอาคารของ Emquartier แบ่งเป็น 3 อาคารคือ A , B , C
ซึ่งแต่ละอาคารจะมีชื่อเรียกเฉพาะอีกดังนี้
A : The Helix Quartier อยู่ด้านหน้ามีทางเชื่อกับสถานีรถไฟฟ้า
B : The Glass Quartier อยู่ข้างๆ อาคาร A ตึกนี้เป็นที่ตั้งของร้านค้าแบรนด์เนม และ เป็นอาคารสำนักงาน 30 ชั้น
C : The Waterfall Quartier อยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นอาคารจอดรถด้วย รวมถึงเป็นอาคารที่มีโรงหนังสุดไฮเทค ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต
เอาล่ะครับ พอเข้าใจ layout ของกลุ่มอาคารแล้ว น่าจะง่ายในการจินตนาการตามแล้วล่ะครับ


คราวนี้เรามาลองดูกันครับว่าห้างนี้เค้ามีอะไรมาให้เราเลือกทานกันบ้าง

ห้างเปิด 10.00 น. พวกเราบุกเข้าไปประมาณ 11 โมง
เจอป้ายห้ามถ่ายภาพด้วย โอ้ว ทำไงล่ะครับ


แต่พอเดินเข้าไปในห้าง โอ้โห คนยกกล้อง ยกมือถือ มาถ่ายภาพกันเพียบเลย
เอาไงเอากัน เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ขอหลิ่วตาตามละกันนะครับ อันนี้มาเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญ
ถ้ากลับบ้านมือเปล่าคงไม่ได้




1. Croissant Taiyaki
(อาคาร C ชั้น G)
ร้านครัวซองไทยากิ เป็นร้านขนมที่ได้รับลิขสิทธิ์จากประเทศญี่ปุ่นเพียงเจ้าเดียว
ก่อนหน้านี้จะเปิดเป็นบูธเล็กๆ แล้วย้ายไปเรื่อยๆ แต่ตอนหลังได้มาเปิดเป็นร้านตามห้างต่างๆ
ซึ่งขณะนี้มีอยู่หลายสาขา และ ทยอยเปิดเพิ่มเรื่อย เอาเป็นว่าตอนนี้ถ้าอยากกิน ก็สามารถตามไปกินได้ที่ร้านตามสาขาต่อไปนี้

เอสพลานาดรัชดา ชั้น G หน้าสตาร์บัค
ถั่วแดง(60)
คัสตาร์ดเย็น(65)
ชาเขียว(70)

เมกา บางนา ชั้น 1 หน้า BIG C
ถั่วแดง(60)
คัสตาร์ดเย็น(65)
ชาเขียว(70) ทูน่าข้าวโพด (70)

เซ็นทรัลเวิลล์ เป็นบู้ทชั่วคราว 
25 มีนาคม - 7 เมษายน ก่อนที่จะเปิดบู้ทถาวรในเดือนพฤษภาคม
ถั่วแดง(60)
คัสตาร์ดเย็น(65)
พิซซ่า ไส้กรอกแฮม(70)

เอ็มควอเทียร์ ชั้น G บริเวณหน้าซุปเปอร์โกเม่
ถั่วแดง(60)
คัสตาร์ดเย็น(65)
แฮม ชีส(70)

และอีกเร็วๆนี้
สยามเซ็นเตอร์ ชั้น 4 (เดือนเมษายน)
สยามสแควร์ ดิจิตอลเกตเวย์ (เดือนพฤษภาคม)
เซนทรัลเวิลด์ ชั้นโรงหนัง (เดือนพฤษภาคม)


สำหรับวันนี้เรามาลองที่สาขาเอ็มควทเทียร์ ซึ่งอยู่ที่ชั้น G ของตึก C ซึ่งเป็นอาคารเดียวกับโรงจอดรถ
พอจอดรถปุ๊บ ให้กดลิฟธ์มาที่ชั้น G แล้วเดินออกมา ก็จะเห็นคนมุงอยู่มากมาย เพราะร้านอยู่ใกล้ๆ กับลิฟธ์ ตรงที่จอดรถเลย



ครัวซองที่นี่เค้าจะทำเป็นรูปปลาอย่างเดียว แต่ข้างในจะใส่ใส้ 3 แบบ คือ ถั่วแดง , คัสตาร์ด , แฮมชีส ซึ่งถ้าเป็นถั่วแดงจะสามารถทานแบบร้อนๆ จากทางร้านหรือจะนำไปแช่เย็นได้อีก 2 วัน แต่ถ้าเป็นไส้อื่นๆ ทางร้านแนะนำให้ซื้อแล้วทานเลยทันที ไม่ควรเก็บไว้นาน


สนนราคาก็ตั้งแต่ 60 - 70 บาท
ถั่วแดง 60 บาท
คัสตาร์ด 65 บาท
แฮมชีส 70 บาท

เค้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม คือ ซื้อได้คนละแค่ 6 ชิ้นเท่านั้น


ถ้าซื้อ 6 ชิ้นทางร้านมีแถมชาเขียวให้ฟรีด้วยนะครับ
เราเอาใบเสร็จเดินอ้อมไปด้านหลังร้าน จะมีพนักงานบริการกดชาเขียวให้ครับ
สำหรับรสชาติส่วนตัวคิดว่าทานได้นะ แบบชิ้นสองชิ้น ถ้ามากกว่านั้นคงไม่ไหวเพราะว่าจะออกแนวหวานไปหน่อย แต่เนื้อแป้งครัวซองบางกรอบหอมอร่อยดีครับ






2. Bee Cheng Hiang
(อาคาร C ชั้น G ข้างๆ ร้าน Croissant Taiyaki)

ร้านหมูแผ่นปรุงรส บีเชงเฮียง เป็นร้านที่มีชื่อมายาวนานกว่า 80 ปี จากประเทศสิงคโปร์
ซึ่งถือว่าเป็นหมูแผ่นปรุงรสในระดับพรีเมียม ก็จะไม่พรีเมียมได้งัยล่ะครับ กิโลละ 1,400 บาท
งานนี้พวกเราเลยขอจัดมาซักครึ่งโลละกัน ถือว่าดีกว่าเสียตังค์ค่าเครื่องบินไปซื้อถึงสิงคโปร์
เจ้านี้เค้าเป็นเจ้าแรกที่มาเปิดในเมืองไทย แต่ต่อไปอาจจะมีเพิ่มอีกเรื่อยๆ นะครับ






3. Royce' -  รอยเซ่
(อาคาร C ชั้น G)

ร้านช็อกโกแล็ต รอยเซ เป็นร้านช็อกโกแลตที่มีชื่อมายาวนาน 
มีต้นกำเนิดจากเมืองซัปโปโรเกาะฮอกไกโดของประเทศญี่ปุ่น 
และถือว่าเป็นของฝากที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ผลิตภัณฑ์ของเค้ามีหลากหลายมากครับ ยังไงใครคอช็อกโกแล็ตลองแวะเวียนเข้าไปอุดหนุนกันดูครับ






4. Pastry Snaffle's
(อาคาร C ชั้น G)


ร้านชีสเค๊ก Pastry Snaffle's เป็นอีกหนึ่งร้านขนมที่ทำจากชีสเค๊ก ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
มีต้นกำเนิดมาจากเมืองฮาโกะดาเตะ ของประเทศญี่ปุ่น






5. After You
(อาคาร C ชั้น G)
ร้าน After You ก็มีมาเปิดให้บริการเหมือนกันครับ ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามร้านขนม Pastry Snaffle's ซึ่งการตกแต่งเป็นแบบเรียบง่ายที่สุดเท่าที่เคยเห็นร้าน After you เพราะเป็นแค่คล้ายๆ บูธตั้งอยู่แล้ว มีโต็ะตั้งให้บริการอยู่ไม่กี่ตัวเอง
ปกติเวลาไปกินที่ร้าน After You ทีไร ต้องยืนรอคิวทุกที แต่มาที่ After You สาขา เอ็มควอเทียร์ แทบไม่มีคนเลย เพราะว่าคนมัวไปแย่งกันต่อคิวร้านใหม่ๆ ที่อิมพอร์ตเข้ามามากกว่า






6. Hot Star
(อาคาร C ชั้น B)
ร้านไก่ใหญ่เท่าหน้า Hot Star จากประเทศใต้หวัน ถือว่าสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะครับ
พวกเราหิวมากเลยรีบเดินไปที่ร้าน แต่ปรากฎว่าคิวยาวมากๆๆๆ ถ้ายืนรอคงไม่ต่ำกว่าอีก 1 ชั่วโมง งานนี้เลยขอบายไปก่อน รอรอบใหม่คราวหน้า จะกลับมาแก้แค้น
ร้านนี้ข้อดีของเค้าคือ ไก่ของเค้าจะทอดสดๆ ปะเดี๋ยวนั้น ไม่มีการมาทอดวางไว้บนตะแกรงเหล็กทิ้งไว้

ส่วนเมนูและราคาก็ตามนี้เลยครับ
Hot Star Chicken XXL มีสองรส ต้นตำหรับ และ สไปซี่ 139 บาท
Hot Star Chicken Bites มีสองรส ต้นตำหรับ และ สไปซี่ 69 บาท
Q Q Squid มีสองรส ต้นตำหรับ และ สไปซี่ 79 บาท
Shilin Squid หมึกผัดพริกเกลือ 89 บาท
Hot Star Lemonade 49 บาท
Strawberry Lemonade 49 บาท
Plum Lemonade 49 บาท
Winter Melon Jelly Iced Tea 55 บาท

ปัจจุบันนอกเหนือจากที่ใต้หวันแล้ว ก็ขยายสาขาออกมาเปิดตามประเทศต่างๆ ดังนี้ ปักกิ่ง , เซี่ยงไฮ้ , ฮ่องกง , มาเก๊า , สิงคโปร์ , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ออสเตรเลีย , ฟิลิปปินส์ และ กรุงเทพฯ บ้านเราเนี่ยแหละครับ 






7. Softree
(อาคาร C ชั้น B)


ร้านไอศครีมสายพันธ์เกาหลี Softree อ่านยังไงล่ะ ซอฟรี หรือ ซอฟทรี แต่ถ้าเป็นภาษาเกาหลี เค้าจะเขียนเป็น ซอฟทรี ตามที่ผู้สันทัดภาษาเกาหลีได้เล่าให้ฟัง
ที่นี่เค้าขายไอศครีมออร์แกนิกน่ะครับ รสชาติก็จะมีแค่รสนม ส่วนท็อปปิ้งมีหลายแบบครับ ใครชอบแบบไหนก็เลือกเอา


ส่วนรังผึ้งตัดเป็นชิ้นๆ นี่ เค้าวางโชว์ไว้ ถ้าใครสั่งไอศครีม Honey Chips เค้าจะตัดมาจากกล่องให้ ไม่ได้หยิบตรงนี้ อันนี้อาจจะวางไว้สวยๆ ก็ได้ครับ

สอบถามกับผู้ได้ชิม เค้าบอกว่ารสชาติอร่อยดีครับ
ส่วนตัวไม่ได้ลองทานเลย เพราะว่าคิวแน่นเหลือเกิน







8. ทาโกะยากิ Gindaco
(อาคาร C ชั้น B)


ร้านทาโกะยากิ Gindaco เป็นร้านทาโกะยากิ สัญชาติญี่ปุ่นแท้ๆ
นี่ก็เป็นอีกร้านที่คนต่อคิวกันยาวเหยียด


แต่พอได้มีโอกาสชิมแล้วก็ไม่แปลกใจเลยล่ะครับ ว่าทำไมคนถึงยอมมายืนต่อคิวกันยาวเหยียด
เพื่อจะได้ลิ้มรสเจ้าทาโกะยากิร้านนี้


จริงๆ แล้วเราสามารถสั่งเอาไว้แล้วเดินหาอะไรกินร้านอื่นก่อนได้ครับ
เพราะว่าใช้เวลาทำนานนิดนึง ไม่จำเป็นต้องยืนรอหลังเสร็จแล้ว
เพราะว่าเค้าจะให้ใบเสร็จเรามา พอเราไปกินอย่างอื่นเสร็จแล้ว ก็กลับมารับทาโกะยากิของเราได้
ไม่ต้องเสียเวลายืนคอย

เรื่องของรสชาติต้องยอมรับว่าอร่อยมาก เนื้อปลาหมึกชิ้นโตข้างในก็สดจริงๆ
สนนราคาก็ชิ้นละ 25 บาท เราสั่งมา 2 ชิ้น 100 บาท พอดี









9. Stickhouse
(อาคาร C ชั้น B)

Stickhouse ร้านไอศครีมนำเข้าสูตรดั้งเดิมจากประเทศอิตาลี ที่ใครๆ ก็ต้องมาลอง
ด้วยความสดใหม่ของไอศครีมที่ทำใหม่ทุกวัน และให้ความหวานกับเนื้อไอศครีมจาก Fructose ซึ่งเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ 100 % 
จุดเด่นของ Stick House คือการเป็นไอศกรีมที่อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ ซอร์เบท์เลมอน กีวี ราสเบอร์รี
ดูหน้าตาคล้ายๆ ไอศครีมรถเข็นบ้านเราเลยนะครับ แต่รสชาติแตกต่างกัน
ส่วนราคายิ่งแตกต่างกันใหญ่เลย เพราะว่า ไอศครีมี่นี่เค้าเริ่มต้นที่แท่งละ 89 บาท
แต่ถ้าอยากเพิ่มโน่นเพิ่มนี่ราคาก็อัพไปตามที่ต้องการ 





10. ร้านไอศครีม Swensens (Exclusive At Emquartier)
(อาคาร C ชั้น B)

ร้านไอศครีมสเวนเซ่น.. บร้าไปแล้ว เอามาแนะนำทำไม เค้ามีขายทุกห้างในประเทศไทย

อย่าเพิ่งคิดแบบนั้นนะครับ
จริงๆ แล้วผมก็คิดเหมือนกันว่าคุณต้องคิดแบบนั้น

แต่ร้านไอศครีม Swensens ของที่ Emquartier เค้าแตกต่างจากที่อื่นครับ
เนื่องจากเค้าจะทำรสชาติที่ไม่เหมือนกับที่อื่นๆ
ส่วนตัวไม่ได้ชิมหรอกครับ เพราะพื้นที่ท้องมีจำกัดเหลือเกิน แล้วก็โดนของหวานไปเยอะแล้ว
แต่ก็ไม่ลืมที่จะเก็บภาพของรสชาติต่างๆ มาฝากกันครับ

Sparkling S&M / สปาร์คลิ้ง เอส แอนด์ เอ็ม

Sago Cantaloupe / สาคู แคนตาลูป

Popcorn Sundae / ป๊อปคอร์น ซันเด

Raspberry Brownies / ราสเบอร์รี่ บราวนี่ส์

Chocolate Nutella Crepe / ช็อคโกแลต นูเทลลา เครป

Affogato / อัฟโฟกาโต้

เห็นหรือยังครับว่าที่ร้านไอศครีม Swensens สาขานี้เค้ามีรสชาติใหม่ๆ ที่หากินไม่ได้จากสาขาอื่นๆ นะครับ เป็นไงครับน่าสนใจมั๊ยล่ะครับ






11. Nitrogenie
(อาคาร C ชั้น B)


ร้านไอศครีมไนโตรเจน ที่มีชาติกำเนิดมาจากเมืองบริสเบนของประเทศออสเตรเลีย
ก็เป็นอีกร้านที่ฮ็อตสุดๆ หรือจะว่าด้วยอากาศที่มันฮ็อตก็ไม่รู้มีคนยอมต่อแถวยาวเหยียดเพื่อจะได้ลิ้มลองรสชาติของไอศครีมที่มีวิธีการผลิตที่แปลกไปจากไอศครีมของยี่ห้ออื่นๆ คือ เค้าจะใช้ไนโตรเจนเหลวที่มีอุณหภูมิติดลบใช้ผสมกับน้ำไอศครีมที่มีส่วนผสมหลักเป็นนมจากออสเตรเลียและทำการปั่นด้วยเครื่องปั่นอย่างต่อเนื่องจนได้เนื้อไอศครีมที่ไม่มีน้ำและเกล็ดน้ำแข็งตกค้างอยู่เลย จนทำให้ได้เนื้อไอศครีมที่เหนียว เนียน และ เนื้อแน่นมากๆ ส่วนของรสชาติก็มีให้เลือก ประมาณ 6 รส ได้แก่ Affgato,Chocolate Mud Mess, Triple Choc Brownie, Chocolate, Vanilla Beanie , Pavlova Pash , Vanilla Creme Brulee , Mango Of Summer ซึ่งราคา ถ้วยเล็ก 149 บาท ส่วนถ้วยใหญ่ 169 บาท






12. Dessert Club by Chikalicious
(อาคาร C ชั้น B)


ร้านของหวานอีกร้านที่อิมพอร์ตมาไกลถึงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
สำหรับใครที่ชอบทานพวกขนมเค้ก คัพเค้ก คุ๊กกี้ และ ไอศครีม หรือ อาจจะนั่งจิบกาแฟร้อนเบาๆ อย่าง Capucino หรือ ดื่มชายามบ่ายอย่าง Gold Moscato Tea ก็ไม่เลวนะครับ
ส่วนอาหารแนะนำก็จะเป็น Ice Cream Strawberry Cheese Cake ที่เรียกได้ว่าเนื้อชีสเค้กเป็นกลิ่นและรสชาติของชีสเค้กแบบเต็มๆ ไม่ได้เหยาะๆ ลงมาเพื่อให้ได้แค่กลิ่นเท่านั้น ส่วนอย่างอื่นก็เป็นคุ๊กกี้เนยถั่ว และ คัพเค้กนูเทลล่า ยังไงก็ลองไปชะเง้อยืนทำสายตาอำมหิต แถวๆ ข้างๆ ร้านดูนะครับ เผื่อจะมีคนยอมลุกให้เราเข้าไปนั่งบ้าง เพราะว่าเดินวนไปกี่รอบคนก็นั่งกันเต็มตลอดๆๆๆ






13. Chef Man Express
(อาคาร C ชั้น B)
ร้านอาหารจีน Chef Man อันนี้เค้าขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องของความอร่อย
เพราะว่าแต่ละสาขาที่เปิดจะมีลูกค้าไปรอต่อคิวกันอย่างเนืองแน่น
ส่วนเมนูหลักๆ ที่ลูกค้าสั่งกันก็จะเป็น หมูกรอบ สไตล์แคนโทนีส , เนื้อปลาซอสเซี่ยงไฮ้ , ซาลาเปาไส้ครีมลาวา หรือ ซาลาเปาไส้ไหล , กุ้งลอปสเตอร์ผัดพริกเกลือ , เป็ดปักกิ่ง








14. Happy Beef By M
(อาคาร C ชั้น B)
ร้าน Happy Beef By M เค้าเอาใจคนชอบทานเนื้อโดยเฉพาะนะครับ
สนนราคาก็ว่ากันตั้งแต่ 200 กว่าบาท ไปจนถึง 2,000 กว่าบาท
ใครจะสั่งอะไรก็ต้องอ่านเมนู ดูราคากันให้ดีๆ นะครับ ไม่งั้นอาจมีรายการดราม่าเหมือนในเว็บดัง
ที่ดั๊นโดนก๋วยเตี๋ยวชามละ 1,500 ไป แล้วจะว่านายกิมจ๊อไม่เตือนเน้อ
อาหารที่ขึ้นชื่อก็เป็นพวก ข้าวผัดเนื้อ Sirloin , แกงเขียวหวานเนื้อ Paleron , ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ Sirloin พวกนี้ราคาก็ประมาณ 200 กว่าบาทนะครับ






15. มิยะทะเคะ ซะนุคิ อุด้ง
(อาคาร C ชั้น B)
เดินมาเรื่อยๆ ด้านในสุดของโซนร้านอาหาร ก็มาเจอะร้านนี้ครับ
มิยะทะเคะ ชะนุคิ อุด้ง (ชื่อจะยาวไปไหน)
ร้านนี้เป็นร้านแบรนด์ดังเรื่องเส้นอุด้งสดจากประเทศญี่ปุ่นมีชื่อมายาวนานกว่า 60 ปี
แคแรกเตอร์โดดเด่นก็ตรงที่เป็นร้าน Self-Service


ตรงนี้แอบมี Korean Park Miso Udon ทั้งๆ ที่เป็นร้านมาจากญี่ปุ่น


มาดูเมนูกันก่อนครับว่ามีอะไรบ้าง
ร้านนี้คิวยาว ไม่มีคนเสิร์ฟนะครับ
อันดับแรกหาที่นั่งก่อน ปกติต้องต่อคิว แล้วจะมีคนมาเรียก
อันดับสอง ไปยืนต่อคิว ดูเมนูที่ป้ายไฟ
อันดับสาม เลือกเมนูที่ต้องการ แล้วหลังจากนั้นก็ชี้ๆ ว่าจะรับเทมปุระแบบไหนบ้าง


พวกเราพร้อมใจกันสั่งเมนู อุด้งหอยอาซาริ รสชาติอร่อย น้ำซุปแบบญี่ปุ่นแท้ๆ

และนี่ก็คือหน้าตาของเทมปุระที่เลือกมา มีกุ้งชุปแป้งทอด ไข่ต้มยางมะตูม เต้าหู้ทอด

เมนูนี้ก็ต้องบอกว่าอร่อยมากๆ ครับ รสชาติเยี่ยมเลย

แต่ว่าทานเสร็จแล้วเราก็ต้องเอาชามไปเก็บด้วยนะครับ เค้าจะมีที่เก็บถาดอยู่ตรงใกล้ๆ กับแคชเชียร์
อย่าได้เผลอทานเสร็จแล้วลุกสะบัดก้นเดินออกไปจากร้านทันทีล่ะครับ
ไม่งั้นจะกลายเป็นบุคคลประหลาดไปทันที






16. ร้านข้าวห่อไข่ Pommenoki
(อาคาร C ชั้น B)

ร้านข้าวห่อไข่ Pommenoki อันนี้เป็นเมนูแบบง่ายๆ นะครับ แต่ว่าดูน่าทานมากๆ ตามแบบฉบับของญี่ปุ่น








17. Tenyuu Sushi Bar
(อาคาร C ชั้น B)
ร้าน Tenyuu Sushi Bar ร้านนี้คนแน่นเอี๊ยดตลอดเวลา แต่เท่าที่ได้สืบหาข้อมูลหลายคนไม่ค่อยแฮปปี้กับรสชาติซักเท่าไหร่ พวกเราเลยขอผ่านไปก่อนละกันครับ แต่ปกติเป็นคนที่ชอบทานซูชิโรลมากๆ 






18. BonChon Chicken
(อาคาร C ชั้น B)
BonChon Chicken ร้านไก่ทอดกรอบสไตล์เกาหลี มีเปิดในหลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบันเมืองไทยก็มีอยู่หลายสาขา แต่ละสาขาต้องบอกว่าคนเยอะตลอด
เมนูอาหารมีให้เลือกแบบเป็นเซ็ตหรือสั่งแยกเป็นอย่างๆ แต่ถ้าเลือกสั่งเป็นเซ็ตจะคุ้มค่ากว่า
หลังจากสั่งอาหารจานหลักแล้วก็สั่งของทานเล่นก็มีให้เลือกให้อย่าง เช่น เกี๋ยวซ่า ทาโกะยากิ หรือ พวกเมนูสลัด






19. Pierre Herme Paris Boutiques
(อาคาร C ชั้น G)

กดลิฟท์ขึ้นมาที่ชั้น 1 ของอาคาร C เพื่อมาดูหน้าตาร้านขนมมาการอง (Magaroon) ปิแอร์ แอร์เม่ ปารีส บูติค ที่กำลังถูกขวัญกันอย่างมากในช่วงนี้ เพราะว่าเป็นร้านที่มาจากฝรั่งเศสโดยตรงเพื่อคนกระเป๋าหนักโดยเฉพาะ
ดูลักษณะร้านสิไฮโซมากๆ ยังก๊ะร้านขายเพชรกันเลยทีเดียว ด้วยฝีมือการออกแบบจากดีไซเนอร์ชื่อดังจากญี่ปุ่น Masamichi Katayama 


ที่คนไปยืนมุงดูที่ตู้นั่นไม่ใช่เพชรนะครับ มันคือขนมมาการอง ที่ถูกจัดวางไว้แบบดูดี มีชาติตระกูลสุดๆ
เป็นวิธีการเพิ่มมูลค่าให้กับขนมชิ้นเล็กๆ ที่สามารถหากินได้จากร้านระดับพรีเมี่ยมของไทยในราคาแค่ชิ้นละ 30-55 บาท เท่านั้น
ซึ่งหากจะเดินเข้าในร้านนี้แล้วซื้อมาการอง 1 ชิ้นคงไม่ค่อยกล้า แต่หากต้องการลองชิมดูเฉยๆ ก็ลองสั่งดูครับ ชิ้นละ 130 บาท หรือจะซื้อเป็นเซ็ตมี 7 ชิ้น ราคา 980 บาท อั๊ยยะ งานนี้ขอเดินเข้าไปเก็บบรรยากาศเฉยๆ ละกันนะครับ







20. Roast
(อาคาร A ชั้น 1)
ร้าน Roast เป็นร้านดังจากย่านทองหล่อ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยไปทานที่ซอยทองหล่อแล้ว
บอกเลยว่าชอบมาก ร้านตกแต่งได้เท่ห์ดี เมนูก็ออกแบบได้น่าสนใจทำเหมือนนั่งอ่านแมกกาซีน
อาหารรสชาติอร่อย ซึ่งปกติแล้วที่ร้านนี้ลูกค้ามักจะชอบไปนั่งกันชิลล์ๆ จิบกาแฟ พูดคุยกัน


แต่วันนี้พวกเราไปถึงไม่มีที่นั่งเลย และ ต้องรอนานมาก ก็เลยตัดสินใจไม่รอดีกว่าครับ เพราะว่าเดี๋ยวจะเสียเวลาไม่ได้ไปเก็บข้อมูลร้านอื่นๆ อีก

อันนี้เป็นตัวอย่างเมนู Signature ของทางร้าน ยังไง ถ้าใครผ่านไปแล้ว ร้านคนไม่แน่นก็ลองแวะเข้าไปนั่งทานอาหาร หรือ จิบกาแฟ ชิลล์ๆ กันดูนะครับ






21. Little mermaid Bakery
(อาคาร C ชั้น G)



ร้าน Little Mermaid Bakery เป็นร้านขนมปังระดับพรีเมี่ยม จากประเทศญี่ปุ่น
ซึ่งของกินขึ้นชื่อก็คือ Hokkaido Milk Bread เนี่ยแหละครับ วัสดุที่ใช้เป็นวัสดุระดับพรีเมี่ยมทั้งนั้น







22. ดาราเทวี เค้ก ช็อป
(อาคาร C ชั้น G)
หากใครที่อยากกินขนมมาการองมากๆๆๆ ถึงมากๆๆๆ ที่สุด แต่ยังทำใจไม่ได้ที่จะจ่ายชิ้นละ 130 บาท แบบผม ก็กลับมาที่ ชั้น G ของอาคาร C เพื่อมาซื้อมาการองของไทยเรา ที่ร้านดาราเทวี แทนละกันครับ ราคาอยู่ที่ประมาณ 30 - 55 บาท เท่านั้น รสชาติอร่อยดีครับ


แต่ แต่ แต่ โซนนี้เค้ามีขนมหวานหลายร้านตั้งอยู่ใกล้ๆ กันครับ
เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ชอบทานขนมหวาน



รวมถึงมีร้านขนมมาการอง ของร้านอื่นๆ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน อันนี้จุดขายอยู่ที่หน้าตาครับ เด็กๆ คงชอบ (ไม่ใช่มาการองของร้านดาราเทวีนะครับ) เป็นร้านที่อยู่ในโซนเดียวกัน เก็บภาพมาให้ดูเฉยๆ แต่ไม่ได้ชิมนะครับว่ารสชาติเป็นยังไง







23. เค้กสำหรับมังสาวิรัติ Veganerie
(อาคาร C ชั้น G)

ร้าน Veganerie เป็นร้านขนมเค้กสำหรับคนที่ทานมังสาวิรัติโดยเฉพาะนะครับ
ที่ป้ายเค้าเขียนไว้ว่า 100% Vegan ก็เรียกได้ว่าวัสดุต่างๆ ที่ใช้ต้องเป็นวัสดุสำหรับอาหารที่ชาวมังสาวิรัติทานได้แน่ๆ ล่ะครับ






24. Krispy Kreme
(อาคาร C ชั้น B)
ร้านโดนัท ที่เคยสร้างประวัติศาสตร์แห่งการรอคอย ต่อแถวยาวเหยียดออกไปนอกห้างอย่าง Krispy Kreme ที่วันนี้ก็มีมาเปิดที่ Emquartier เหมือนกัน แต่ว่าบรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงานะครับ ถ้าใครจะทานก็ไม่ต้องต่อคิวยาวๆ อีกแล้ว






25. อาหารทะเลจากหนองมน
(อาคาร C ชั้น G)

ก่อนกลับบ้านแวะซื้อห่อหมกไปทานเป็นอาหารเย็นซะหน่อย
เห็นว่าเป็นอาหารทะเลจากหนองมน กลิ่นเย้ายวนใจเหลือเกิน
ต้องบอกว่ากลับมาถึงบ้านทานกับข้าวสวยร้อนๆ โอ้โห อร่อยจริงๆ อันนี้ชอบมากๆ เป็นการส่วนตัว











26. อาหารเวียดนามมิสไซ่ง่อน
(อาคาร C ชั้น G)

นอกจากห่อหมกแล้วก็ติดอาหารเวียดนาม จากร้าน Miss Saigon มาไว้ทานเป็นอาหารเย็นด้วย
หลังจากได้ชิมแล้วต้องยกนิ้วให้เลยครับ เป็นอาหารเวียดนามที่อร่อยมากๆ








27. ร้านขนมไทยทิพย์
(อาคาร C ชั้น G)

ดูร้านอาหาร และ ร้านขนมจากต่างประเทศกันมาเยอะแล้ว กลับมาดูร้านอาหารแบบไทยๆ กันบ้างครับ
ร้านทิพย์ เค้าขายอาหารไทยๆ พวกข้าวเหนียวมะม่วง ลอดช่องน้ำกะทิแบบไทยๆ รสชาติอร่อยถูกปากแบบไทยๆ จริงๆ อันนี้เป็นอีกทางเลือกสำหรับใครที่เทใจให้ขนมแบบไทยๆ นะครับ






28. น้ำเต้าหู้เตาถ่าน
(อาคาร C ชั้น G)

มาดูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกันบ้างละกันครับ
น้ำเต้าหู้เตาถ่าน ร้านนี้เค้ามีชื่อเสียงมาจากอุบลราชธานี เป็นน้ำเต้าหู้ที่ต้มด้วยเตาถ่าน
ทำให้มีกลิ่นหอมติดมากับน้ำเต้าหู้ ต่างจากน้ำเต้าหู้ที่ต้มด้วยแก๊ส เค้าว่ามาอย่างนั้น
เค้าการันตีด้วยชื่อเสียงที่สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 


เค้ามีทั้งแบบขวด และ แบบถ้วย
ถ้าซื้อแบบถ้วยก็สามารถเลือกเครื่องที่จะใส่ในน้ำเต้าหู้ได้ 1 อย่างฟรี
แต่ถ้าจะใส่มากกว่า 1 อย่างก็ต้องเพิ่มเงิน






ปิดท้ายด้วยภาพของไดเรคทอรี่นะครับ เผื่อไว้ว่าใครอยากจะนั่งส่องดูชื่อร้านอื่นๆ เพิ่มเติม


สุดท้ายนี้ก็หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์ และ เป็นไอเดียสำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังจะไปตะลุยหาของกินอร่อยๆ ที่ห้าง Emquartier กันเร็วๆ นี้นะครับ




ชอบเรื่องนี้ช่วยกด Like กด Share ให้ด้วยนะครับ









บทความที่ได้รับความนิยม